BIOKASETPAN UPDATE

รากพืช" ทำหน้าที่อะไรบ้าง?


  • Date 29 May 2026

เจาะลึก "รากพืช" มีกี่ประเภท? ทำหน้าที่อะไรบ้าง? 
ราก (Root) คืออวัยวะส่วนสำคัญของพืชที่โดยทั่วไปจะเจริญเติบโตลงสู่ดินตามแรงดึงดูดของโลก (Positive Geotropism) รากมีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากลำต้นคือ ไม่มีข้อ ปล้อง ตา และใบ รวมถึงไม่มีคลอโรฟิลล์ (ยกเว้นรากบางชนิดที่ทำหน้าที่พิเศษ) การทำความเข้าใจเรื่องประเภทและหน้าที่ของราก จะช่วยให้เราเข้าใจกลไกการเติบโตของพืชได้ดียิ่งขึ้น
หน้าที่หลักของรากพืช (Primary Functions)
รากเปรียบเสมือนฐานรากของชีวิตพืช โดยมีหน้าที่หลักที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้:
  1. การดูดซึม (Absorption): ดูดน้ำและแร่ธาตุที่ละลายอยู่ในดินเพื่อส่งไปยังลำต้นและใบ
  2. การลำเลียง (Conduction): ลำเลียงน้ำ แร่ธาตุ และอาหารที่สะสมไว้ขึ้นสู่ส่วนต่างๆ ของลำต้นผ่านเนื้อเยื่อไซเล็ม (Xylem) และโฟลเอ็ม (Phloem)
  3. การยึดเกาะ (Anchorage): ยึดลำต้นให้ติดอยู่กับพื้นดิน ช่วยให้พืชทรงตัวอยู่ได้โดยไม่โค่นล้มง่าย
  4. การสร้างฮอร์โมน: รากยังเป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนสำคัญ เช่น ไซโทไคนิน และจิบเบอเรลลิน เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของยอดและลำต้น
ประเภทของรากแบ่งตามกำเนิด
หากพิจารณาตามจุดกำเนิด รากสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่:
1. รากแก้ว (Tap Root)
เป็นรากที่งอกออกมาจาก เรดิเคิล (Radicle) ของเอ็มบริโอในเมล็ดโดยตรง มีลักษณะโคนรากขนาดใหญ่และค่อยๆ เรียวเล็กลงไปจนถึงปลาย มักพบใน พืชใบเลี้ยงคู่ และพืชเมล็ดเปลือย ช่วยให้ต้นไม้มีความมั่นคงสูง เช่น รากของมะม่วง ขนุน และมะขาม
2. รากแขนง (Lateral Root)
เป็นรากที่เจริญเติบโตออกมาจากรากแก้วอีกทีหนึ่ง โดยแตกแขนงออกจากเนื้อเยื่อชั้น เพริไซเคิล (Pericycle) รากแขนงมักจะเจริญขนานไปกับพื้นดินและสามารถแตกแขนงต่อออกไปได้เรื่อยๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการหาอาหาร
3. รากวิสามัญ หรือ รากพิเศษ (Adventitious Root)
คือรากที่ไม่ได้เกิดจากเรดิเคิลหรือรากแก้ว แต่แตกออกจากส่วนอื่นๆ ของพืช เช่น โคนต้น ข้อ กิ่ง หรือใบ เพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่าง
--------------------------------------------------------------------------------
รากพืชที่ทำหน้าที่พิเศษ (Specialized Roots)
พืชหลายชนิดมีการปรับตัวโดยการเปลี่ยนรูปร่างและหน้าที่ของรากเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ดังนี้:
  • รากฝอย (Fibrous Root): พบมากในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เป็นรากเส้นเล็กๆ ขนาดสม่ำเสมอกันที่งอกออกมาเป็นกระจุกรอบโคนต้นแทนรากแก้วที่ฝ่อไป เช่น รากข้าว ข้าวโพด และหญ้า
  • รากค้ำจุน (Prop Root): แตกออกจากข้อของลำต้นที่อยู่เหนือดิน แล้วพุ่งแทงลงดินเพื่อช่วยพยุงไม่ให้พืชล้มง่าย เช่น รากโกงกาง ข้าวโพด และลำเจียก
  • รากเกาะ (Climbing Root): งอกออกมาจากข้อของลำต้นแล้วไปเกาะตามหลักหรือต้นไม้อื่น เพื่อชูลำต้นขึ้นที่สูงให้ได้รับแสงแดด เช่น รากพริกไทย พลูด่าง และกล้วยไม้
  • รากสังเคราะห์แสง (Photosynthetic Root): รากที่อยู่เหนือดินและมีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ช่วยในการสร้างอาหาร เช่น รากของกล้วยไม้บางชนิด และรากไทรที่ห้อยอยู่ในอากาศ
  • รากหายใจ (Respiratory Root/Pneumatophore): แทงปลายรากขึ้นมาเหนือดินหรือน้ำเพื่อรับออกซิเจนจากอากาศ มักพบในพืชป่าชายเลน เช่น รากแสม ลำพู และหลุมพอทะเล
  • รากกาฝาก (Parasitic Root): รากของพืชปรสิตที่แทงเข้าไปในเนื้อเยื่อลำต้นพืชอื่นเพื่อแย่งน้ำและอาหาร เช่น รากต้นกาฝาก และฝอยทอง
  • รากสะสมอาหาร (Storage Root): รากที่ขยายขนาดใหญ่ขึ้น (หัว) เพื่อสะสมแป้ง น้ำตาล หรือโปรตีน เช่น แครอท ผักกาด มันเทศ มันสำปะหลัง และกระชาย
  • พูพอน (Buttress Root): รากที่ขยายตัวเป็นแผงแบนๆ คล้ายปีกบริเวณโคนต้น พบในไม้ป่าขนาดใหญ่ ช่วยเสริมความแข็งแรงและป้องกันการโค่นล้ม
--------------------------------------------------------------------------------
สรุป: รากไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ยึดเหนี่ยวพืชไว้กับดินเท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนารูปแบบที่หลากหลายเพื่อความอยู่รอด ทั้งการหายใจ การหาอาหารแบบปรสิต หรือแม้แต่การสังเคราะห์แสง การรู้จักประเภทของรากพืชจึงเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลและทำความเข้าใจธรรมชาติของพรรณไม้แต่ละชนิดอย่างลึกซึ้ง